คุณธรรมของหัวหน้า

คุณธรรมของหัวหน้า

ครั้งหนึ่ง ณ วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ขณะพระพุทธเจ้าเสด็จประทับอยู่นั้นได้ทรงเอ่ยถึงเรื่องการบำเพ็ญเพียรบำเพ็ญประโยชน์ของพระญาติในพระองค์ ได้ทรงนำอดีตนิทานเรื่องหนึ่งขึ้นมาสาธกให้ฟังว่า…

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ขณะพระโพธิสัตว์ทรงเสวยชาติเป็นพญาวานรนั้นได้อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์มีกำลังมากเทียบได้กับพญาช้าง 5 เชือก แวดล้อมด้วยบริวารวานรประมาณ 80,000 ตัว และไม่ไกลนั้นมีมะม่วงต้นหนึ่งสูงตระหง่านต้นหนึ่งริมฝั่งแม่น้ำคงคา มีผลกระจายตามพื้นดินและในริมน้ำเต็มไปหมด ซึ่งผลมะม่วงนั้นใหญ่โตเท่ากับหม้อ รสชาติอร่อย หวานหอมมาก

พญาวานรมักจะพาเหล่าบริวารมาเก็บผลกินกันตลอด โดยที่ผ่านมาทุกครั้งพญาวานรจะให้เหล่าบริวารเก็บผลทั้งหมดจากกิ่งที่ยื่นลงน้ำก่อนเพื่อความปลอดภัยของกลุ่มตน แต่เผอิญวันนี้มีกลุ่มมดแดงได้มาทำรังบนต้นมะม่วงอันสูงใหญ่นี้ทำให้บดบังมะม่วงลูกหนึ่งทำให้รอดพ้นจากสายตาเหล่าบริวารวานร ไม่นานผลมะม่วงนั้นเกิดหล่นตกลงไปในน้ำลอยไปติดตาข่ายที่พระราชาองค์หนึ่งแห่งเมืองพาราณสีขึงไว้ขณะกำลังเล่นน้ำ

เมื่อพระราชาทรงเสด็จขึ้นจากน้ำเหล่าทหารก็ทำการกู้ตาข่ายขึ้นจึงได้เห็นผลมะม่วงลูกใหญ่ติดอยู่ในตาข่ายนั้น พระองค์จึงถามเหล่าทหารว่าผลนี้มันคืออะไร เหล่าทหารต่างก็ไม่มีใครทราบ ขณะนั้นมีนายพรานป่ามาเข้าเฝ้าพระราชาจึงทูลไปว่าเป็นผลมะม่วงจึงทรงแกะผลมาลองลิ้มรส ปรากฏว่าพระองค์ทรงโปรดเป็นอย่างมากในรสชาติของมะม่วงนี้ จึงสอบถามถึงต้นมะม่วงแล้วรับสั่งให้เหล่าทหารช่วยกันต่อเรือแพขึ้นแล้วทวนกระแสน้ำไปตามทางที่พรานป่าบอก เมื่อถึงยังต้นมะม่วงแล้วก็ทรงเข้าไปเก็บมะม่วงมาเสวยแล้วเสด็จบรรทมยังโคนต้นนั้น ถึงยามราตรีเหล่าทหารต่างก็ก่อกองไฟไว้รอบทิศแล้วสลับกันมาเป็นเวรเฝ้ายามให้แด่องค์พระราชาของตน

เมื่อทุกคนต่างหลับกันหมดแล้ว ฝ่ายพญาวานรก็นำบริวารมากินผลมะม่วงดังที่เคยเป็นมา ฝ่ายพระราชานั้นได้ยินเสียงก๊อกแก๊กทำให้ตื่นจากนิทรา เมื่อตื่นขึ้นก็พบฝูงวานรที่เข้ามากินมะม่วง จึงปลุกทหารรับสั่งให้พลธนูยิงวานรฝูงนี้ให้หมดมิให้เหลือแม้เพียงตัวเดียว เมื่อพลธนูน้อมรับคำบัญชาแล้วต่างก็พากันโอบล้อมต้นมะม่วงไว้พร้อมธนูเตรียมยิงในมือ เหล่าบริวารวานรเห็นดังนั้นก็เกิดความหวาดกลัว ฝ่ายพญาวานรได้ปลอบเหล่าบริวารของตนแล้วสัญญาว่าจะปกป้องเหล่าบริวารวานรของตนอย่างดีที่สุด จากนั้นก็กระโดดลงจากกิ่งมะม่วงไปทางแม่น้ำ แล้วผูกคันธนูที่ต้นไม้ต้นหนึ่งไว้ ส่วนอีกข้างผูกไว้ที่เอวของตนแล้วกระโดดกลับใช้มือยึดกิ่งต้นมะม่วงไว้ให้แน่นแล้วให้บอกให้เหล่าบริวารวานรของตนขึ้นเหยียบหลังตนหนีไป

เหล่าวานรต่างดีใจขอขมาพญาวานรก่อนจะไต่ขึ้นไป จนถึงวานรตัวสุดท้ายซึ่งชาติก่อนคือพระเทวทัตขณะมีโอกาสนั้นจึงปีนขึ้นไปบนต้นมะม่วงแล้วกระโดดเหยียบลงมายังพญาวานรอย่างแรงแล้วจึงไต่ขึ้นไป ทำให้พญาวานรนั้นบาดเจ็บไม่สามารถขยับหนีไปไหนได้ ครั้นฝ่ายพระราชาที่เห็นเหตุการณ์ทุกอย่างก็เกิดซาบซึ้งในน้ำใจของพญาวานรผู้นี้เป็นอย่างมากที่มีเมตตายอมสละตนเพื่อผู้อื่น จึงรับสั่งให้เหล่าทหารนำพญาวานรลงมารักษาด้วยน้ำอ้อยและทาหลังด้วยน้ำมัน จากนั้นพระราชาจึงถามไถ่พญาลิงว่าทำไมจึงต้องช่วยเหล่าบริวารวานรเหล่านั้นแต่ไม่คำนึงถึงชีวิตของตนเอง พญาลิงจึงว่าตนนั้นเป็นหัวหน้าผู้ปกครองฝูงวานรทั้งหมด เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายอย่างไรเสียตนก็ต้องปกป้องให้บริวารของตนปลอดภัย ดังกษัตริย์ที่ควรแสวงหาความรู้สู่ราษฎร เมื่อขาดคำพญาวานรก็สิ้นใจลงตรงนั้น

ฝ่ายพระราชาก็รู้สึกเสียใจและเสียดายพญาวานรตัวนี้เป็นอย่างยิ่ง จึงรับสั่งให้เหล่าอำมาตย์จัดพิธีศพแก่พญาวานรผู้นี้ เมื่อประกอบพิธีเผาศพเสร็จสิ้นแล้ว พระราชาจึงมีรับสั่งให้อำมาตย์นำกะโหลกศีรษะของพญาวานรนี้ไปชุบทองคำก่อสร้างเจดีย์ขึ้นแล้วบรรจุกะโหลกทองคำนี้ไว้บริเวณประตูของพระราชวัง และทำการบูชาธาตุวานรนี้เป็นเวลา 7 วัน และบำเพ็ญเพียรตามพญาวานรผู้นี้ต่อมาตราบนิรันดร์

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

เป็นผู้นำคนต้องรู้จักเสียสละความสุขเพื่อบริวารเป็นสำคัญ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *